โครงการประเทศไทยไร้หมอกควัน โครงการย่อยที่ 4 “การติดตามและประเมินภาวะหมอกควันเพื่อการบริหารจัดการ”

วัตถุประสงค์

1)     เพื่อตรวจวัดปริมาณฝุ่นPM2.5 และ PM10ในอากาศทั้งในพื้นที่ภาคเหนือภาคใต้ ภาคกลาง ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียโดยใช้เครื่องตรวจจับฝุ่นละอองไร้สายที่พัฒนาขึ้นเอง
2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ความเป็นพิษของฝุ่นในอากาศและหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝุ่นและองค์ประกอบทางเคมีเพื่อประเมินคุณภาพอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ
3)    พัฒนาระบบที่จะช่วยให้เกิดระบบเฝ้าระวังฝุ่นละอองและคุณภาพอากาศสำหรับชุมชนในเขตภาคเหนือรวมถึงภาคกลางตอนบน
4)    เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารด้านปัญหาหมอกควันในรูปแบบต่างๆ ให้เกิดการติดตามในวงกว้างในทุกระดับทั้งสาธารณะชน ภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้ที่สนใจ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1)     ด้านวิชาการ
-  ได้องค์ความรู้ทางด้านมลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่งและผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
-  ได้องค์ความรู้ทางด้านมลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่งและผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับพื้นที่ภาคใต้ ภาคกลาง ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
-  ได้ระบบต้นแบบของการวัดค่าPM2.5และ PM10ที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการแบบดั้งเดิม
-  ได้ระบบฐานข้อมูลสำหรับการแก้ไขปัญหาด้านหมอกควันและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตพื้นที่ภาคเหนือ
 
2)      ด้านสังคมและชุมชน
-  ชุมชนและสังคมได้รับทราบผลกระทบต่อสุขภาพอันเกิดจากการเผาในที่โล่ง ทำให้มีความตื่นตัวและความตระหนักในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งนำไปสู่การกระตุ้นการแก้ปัญหาโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป
-  ได้กระบวนการผลิตเครื่องตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กDustDETECสำหรับนำไปสู่การจดสิทธิบัตร
-  นำไปสู่ระบบการเฝ้าระวังปัญหาหมอกควันและคุณภาพอากาศสำหรับชุมชน
3)     ด้านเศรษฐกิจ
-  เมื่อปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่ได้รับการแก้ไข เศรษฐกิจการท่องเที่ยวจะสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีอุปสรรค และเมื่อสุขภาพของคนในพื้นที่ไม่มีปัญหาก็จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจทางอ้อม ทั้งการประหยัดงบประมาณของรัฐบาลในเรื่องการรักษาพยาบาล และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
-  ได้ข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถนำไปขยายผลนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์
-  ได้ระบบฐานข้อมูลที่สามารถนำไปต่อยอดในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารด้านปัญหาหมอกควัน รวมไปถึงสามารถเป็นข้อมูลการตัดสินใจในการผลักดันตามนโยบายเพื่อส่งเสริมการจัดการคุณภาพอากาศในอนาคตได้

ระยะเวลาดำเนินการ

ปีที่ 1: กรกฎาคม 2559-กรกฎาคม 2560

ปีที่ 2: เมษายน 2561-เมษายน 2562

ลิงค์

https://www.cmuccdc.org/opendata

จากการวิเคราะห์ข้อมูลฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ภาคเหนือพบว่าปริมาณฝุ่นมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะอุตุนิยมวิทยาโดยเฉพาะการเกิดฝนซึ่งพบมากผิดปกติในฤดูแล้งปีนี้ โดยพบปริมาณฝุ่นเพิ่มขึ้นสูงสองช่วงคือปลายเดือนมีนาคมและกลางเดือนเมษายน และเมื่อมาตรการห้ามเผาในที่โล่งสิ้นสุดลงในวันที่ 15 เมษายน 2560 มีการตรวจพบจุดความร้อนจากการเผาในที่โล่งมากขึ้น โดยพบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของปริมาณฝุ่นกับจำนวนจุดความร้อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จากการศึกษาพบว่าปัจจัยหลักที่ทำให้สถานการณ์หมอกควันในปีนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าในที่ผ่าน ๆ มา คือปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เนื่องจากมีจำนวนวันที่เกิดฝนและปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูแล้งที่มากผิดปกติ อย่างไรก็ตามมาตรการห้ามเผาในที่โล่งก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รูปแบบของการเกิดหมอกควันเปลี่ยนไปจากเดิมด้วย สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ภาคใต้พบว่ามีปริมาณฝุ่น PM2.5สูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2559 เท่ากับ 21.56 µg/m3 และปริมาณฝุ่น PM10ในเดือนกรกฎาคมสูงสุดที่ 43.23 µg/m3 ซึ่งในเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงที่เกิดหมอกควันจากไฟป่าบนเกาะสุมาตราประเทศอินโดนีเซียจึงทำให้ปริมาณฝุ่นเพิ่มขึ้น และจากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีกลุ่มสารประกอบโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนพบว่า ตัวอย่างมวลอนุภาคขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) จากการเก็บตัวอย่างครั้งที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม และตัวอย่างอนุภาคขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) จากการเก็บครั้งที่ 1 ของเดือนมิถุนายน มีปริมาณความเข้มข้นของ PAHsชนิด  Dibenz(a,h)anthracene (DahA) ปริมาณสูงที่สุด ซึ่งพบว่า Dibenz(a,h)anthracene (DahA) เป็นสารประกอบ PAHsชนิดที่มีค่าความเป็นพิษของสารก่อมะเร็งสูง นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบที่จะช่วยให้เกิดระบบเฝ้าระวังฝุ่นละอองและคุณภาพอากาศสำหรับชุมชนในเขตภาคเหนือรวมถึงภาคกลางตอนบน โดยการพัฒนาเครื่องวัดคุณภาพอากาศที่สามารถวัดสภาพค่าฝุ่นในอากาศแบบ PM10และ PM2.5ได้ รวมทั้งการติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อวัดค่าอุณหภูมิอากาศ วัดความชื้นสัมพัทธ์ และวัดความดันบรรยากาศ ได้อีกด้วยและเครือข่ายการตรวจสอบติดตามคุณภาพอากาศเพื่อทำการพัฒนาระบบที่จะช่วยให้เกิดการระบบเฝ้าระวังฝุ่นละอองและคุณภาพอากาศสำหรับชุมชนในเขตภาคเหนือ รวมถึงภาคกลางตอนบน และการจัดทำเว็ปไซด์เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารด้านปัญหาหมอกควันในรูปแบบต่างๆ และการแสดงผลข้อมูลการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ เพื่อให้เกิดการติดตามในวงกว้างในทุกระดับทั้งสาธารณะชน ภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้ที่สนใจ